[cumber/rickman fandom] Troublemaker : Chapter 1

posted on 30 Sep 2013 02:20 by camillabatch

[Science Lab]

 

"สวัสดีครับนักเรียน" เสียงนุ่มๆ ทักทายเพื่อนร่วมชั้นของฉันหลายๆคนที่เดินเข้าไปจับจองที่นั่งในคาบเช้าของวันนี้ เจ้าของเสียงคือคนที่เราเอ่ยถึงกันตะกี้นี่เอง อาจารย์เป็นคนตัวสูงโปร่งมากๆ ใบหน้าเรียว ผมลอนอ่อนๆ สีน้ำตาลเข้มตัดกับดวงตาสีฟ้าเทาแจ่มใส และ อายุมากกว่าพวกเราทั้งชั้นเพียงไม่ถึง 10 ปีเท่านั้นเอง เพราะอาจารย์ฝึกสอน ก็คือคนที่เพิ่งจบจากมหาลัยมาเริ่มงานนี่แหละ ถูกไหม? เลยทำเอาสาวๆ หลายคนถึงกับเพ้อองค์ลงในรูปลักษณ์ภายนอกของอาจารย์จนไม่มีกะจิตกะใจเรียน

 

ทำไมถึงบอกว่าแค่ภายนอกเหรอ?

เพราะปากกับคำพูดของอ.นั้น.....เกรียนระดับเก้าริกเตอร์ ไงล่ะ!!

ถามว่ารู้ได้ยังไง เอาน่ะ ขอเวลาตัดภาพหน่อย

 

[5 ปีก่อน]

 

"แอร๊ยยยยยยย พี่เบนเดินมาทางห้องซ้อมแล้ว >< สวยยังๆ" ไอวี่เชียร์ลีดจากชุมนุมเชียร์เริ่มส่งเสียงกรี๊ดกร๊าดให้เพื่อนๆ ในฝูง ( ใครมองเป็นคนเหรอ? ฉันมองเป็นแรดน่ะ xD ) พากันหยิบกระจกออกมาตรวจตราความสวยของตัวเอง ก่อนจะรีบเอาปอมๆ มานั่งกำ ขยำ ขยี้แก้เขินระหว่างที่รุ่นพี่ผู้ชายตัวสูงๆ ขาวๆ เดินตัดผ่านห้องซ้อมเพื่อจะไปที่สนามข้างนอก

ฉันกับเพื่อนๆ คนอื่น(ไม่เกี่ยวกับฝูงแรดนะ) ก็เปิดเพลงแล้ววอร์มอัพร่างกายต่อไป

 

ฉันอยู่ชมรม St.swagger มาตั้งแต่วันแรกที่เข้ามา ด้วยคะแนนออดิชั่นสูงโดนใจอาจารย์เคที่อย่างจัง

ฉะนั้น การวอร์มอัพด้วยท่าบัลเล่ต์ ยกเหยียดขายืดหยุ่นร่างกาย เลยเป็นของง่ายสำหรับฉันไป

 

แต่คงจะทำมันพลิ้วไปหน่อย รองเท้าไม่รักดีเลยหลุดสะบัดซะงั้น!!! =[]=

 

Adidas Wings ผ้าใบมีปีกรุ่นล่าสุดของฉันเลยได้มีโอกาสติดปีกบิน อา.... ฟินาเล่~ *0*

 

"ปั้ก!"

และนกน้อยข้างนั้นก็ไปลงจอดบนหัวของรุ่นพี่เบนอย่างแม่นยำจนลูกบาสที่ควงอยู่หลุดมือ โถลูกแม่

 

อาเมน. จบแล้วชีวิตตู

 

"ของใคร!!!!" เสียงทุ้มเอ่ยดังด้วยอารมณ์ขุ่นเคืองเต็มที่ ตอนแรกฉันก็กลัวนะ เลยแอบเท้าที่มี่แต่ถุงเท้าไขว้ไว้ด้านหลังรองเท้าที่ยังอยู่ แล้วทำเนียนมอง สงสัยจะเสียเซลฟ์ อันที่จริงฉันไม่ได้รู้จักรุ่นพี่เป็นการส่วนตัวเลยนะ เพิ่งได้รู้ว่าอ้อ ไอ้นี่เองที่สาวกรี๊ดทั่วตึก

... ก็เป็นเกียรตินะคะ ที่รองเท้าฉันดัดจริตติดปีกบินไปแปะพี่อ่ะค่ะ

 

จะทำตัวไม่แมนก็ยังไงอยู่ เจ้าตัวโกรธขนาดนั้น ขอโทษซะดีกว่า

"ขอโทษค่ะรุ่นพี่"

 

ฉันพยายามเดินให้เท้าเท่ากันไปตรงหน้า และพูดนิ่งๆ

 

"นี่เธอทำอะไรของเธอ เต้นไม่เป็นหรือไง ถึงปล่อยรองเท้ามาโดนคนอื่นแบบนี้ ยัยเตี้ย!"

 

ภาพลักษณ์เทพบุตรกรีกเสียเซลฟ์กับคำพูดเกรียนๆของพี่เขา

ทำให้ฉันนึกอยากให้รองเท้ามันหลุดกระเด็นไปทั้งสองข้างเลยจริงๆ นะ คิดว่าฮ็อตแล้วถ่อยได้เหรอ

 

"นี่ ฉันไม่ได้ตั้งใจนะ! ฉันวอร์มอยู่ดีๆ พี่น่ะแหละที่เดินควงลูกบาสไม่ดูตาม้าตาเรือ ขอโทษแล้วยังมาพูดแบบนี้ ที่บ้านเพาะฟาร์มหมาเหรอคะ!!"

 

"เธอเป็นรุ่นน้องนะ เธอผิดด้วยที่ไม่ระวัง ขอโทษให้มันจริงใจหน่อย ฉันเจ็บน่ะรู้มั่งมั้ย! ยัย ยัย...."

 

"แล้วคนเค้าซ้อมเต้นอยู่รู้มั่งมั้ยล่ะ เห็นอยู่เพลงมันเร็วท่าเต้นมันแรงก็หลบสิ

คิดว่าเดินควงลูกบาสแล้วจะดูดีว่างั้น ถ้าอยากป๊อปมากนักก็ไปขังตัวเองอยู่ในกรงชะนีซะ !!"

 

"อ๊ะ... ป๊อป? รู้สินะว่าพี่น่ะป๊อป แอบปลื้มก็บอกสิครับสาวน้อย *0*" หน้าหื่นไม่ไหวอ่ะ!

 

ฉันไม่จริงใจตรงใหน รับผิดก็แล้ว อย่ามาทำอย่างนี้ใส่ชั้นนะ! ไอ้พวกหลงตัวเอง แอ่กกก!

 

"ปลื้มมากค่ะ ที่รองเท้าผ้าใบมิลานข้างนี้" ฉันฉวยมันคืนจากมือยาวๆ ของเขา

"มีโอกาสแปะอยู่บนหัวคนหลงตัวเองโรคจิตแบบพี่ 3 วิโดยประมาณ นี่แค่เบาๆ นะคะ ถ้ามิลานปลื้มพี่มากกว่านี้คงจะเป็นทั้งสองข้างเลยอ่ะ"

 

ฉันตีสีหน้าโรคจิตใส่คืนไป ก่อนจะใส่รองเท้าแล้วเดินหนีจากที่ตรงนั้นด้วยอารมณ์ขุ่นๆ

 

เกรียนได้โล่จริงๆ!

 

 

 

"คุณวอร์เรน..."

 

"มิลาน!!!!// ปัง!"

ฉันสะดุ้งจากภวงัค์ก่อนจะพบว่าดวงตาสีฟ้าอมเทาคู่นั้นจับจ้องฉันอยู่ห่างไม่ถึง 8 ซม.

 

"คะ?" เอาแล้วไง ฉันนั่งเหม่อเท้าความจนอาจารย์เบนต้องมาตบโต๊ะเรียก ซวยอีกแล้ว. ฉันผงะหน้าตัวเองออกจากรัศมีการจับจ้องของสายตาเฉียบคู่นั้น ก่อนเสียงของอาจารย์จะดังขึ้นมา

 

"ถ้าคุณนอนไม่พอ ผมแนะนำว่าไปหาอาจารย์มาร์ตินที่ห้องพยาบาลดีกว่านะ" เขาพูดด้วยเสียงหยันๆ

 

"เอาล่ะ ผมว่าตะกี้คุณคงเข้า Mind Palace ของตัวเองอยู่

หวังว่าในสมองฉลาดๆ คงจะมีอะไรตอบคำถามผมได้บ้างนะ"

 

วาเนสซ่ารีบเอื้อมมือมาเปิดชีทให้ฉันที่ลุกยืนรอคำถามด้วยอารมณ์เงิบๆ แต่อาจารย์คงเห็นก่อน เลยผายมือให้ฉันออกไปหน้าชั้นตรงโต๊ะที่วางกล้องจุลทรรศน์เอาไว้ อ่านก็ไม่ได้ ตามมีตามเกิดแล้วกันนะ

 

"สองสไลด์นี้แล้วบอกผมว่าสัตว์ที่คุณเห็นอยู่ในไฟลั่มอะไร"

เอาละ... เรื่องจำๆ ฉันๆไม่เก่งนะ

 

ยกเว้นบางเรื่อง.

 

ใหนมาดูกันซิ

 

..."สปองจ์บ๊อบ" ฉันพึมพำเบาๆ เมื่อเห็นฟองน้ำชิ้นเล็กๆ ข้างใน

มีเสียงกระแอมหัวเราะจากคนตัวสูงที่ยืนรอคำตอบอยู่ข้างๆ เพียงเบาๆ เท่านั้น

 

เมื่อฉันเงยหน้าขึ้นมอง อาจารย์ก็เก็บสีหน้าอาการขบขันเมื่อครู่ไปหมด

 

"พอริเฟอร่าค่ะ ..ฟองน้ำ"

 

"ก็ดี กลับไปนั่งได้"

ไม่ต้องรอให้พูดจบฉันก็ก้าวลงจากแท่นสอนผ่านสายตาอิจฉาหลายคู่ไปยังโต๊ะที่นั่งคู่กับวาเนสทันที

 

 

 

จนจบคาบ ฉันนั่งเงียบอยู่กับหนังสือจุลชีวะ โดยที่หูยังคงฟังคำอธิบายบทเรียนต่างๆ ไม่ใช่ว่าฉันไม่ชอบชีวะหรอกนะ อันที่จริงตอนอ.ดาวนีย์สอนน่ะ วิชานี้เป็นอะำไรที่น่าเรียนสุดๆ เลย

แต่อาจารย์บินไปเปิดบริษัทที่อเมริกาซะแล้ว วิชานี้เลยดูด้อยๆ ลงไปในความคิดฉัน  

 

แต่ก็นั่นแหละ เรื่องอดีต คิดไปคิดมามันก็เหม่อลอยอีกแล้ว... วันนี้เป็นอะไรวะ - -*

ฉันรีบเก็บชีท หนังสือและกระเป๋าดินสอลงในเป้ให้หมดก่อนจะเดินตามหลังวาเนสซ่าออกจากห้องเรียนเป็นคนเกือบสุดท้าย เพราะอาจารย์เบนขี้เก๊กยังเก็บสไลด์อยู่เลย แต่ใครสนล่ะ?

 

นาฬิกาข้อมือของฉันส่งเสียงเตือนบี๊พๆ ตอนนี้กำลังพักภาคเช้า และยังพอมีเวลา

"เออ เนส...กูไปห้องน้ำ่ก่อนนะ ^^; " วาเนสซ่าหันกลับมามองอย่างรู้ทัน

"ห้องน้ำหรือห้องล็อกเกอร์อ่ะมึง?" ฉันมองไปทางอื่นเพื่อเลี่ยงสายตารู้มันกับรอยยิ้มมุมปากของเพื่อน

"..." "เค้าจบไปนานแล้วไม่ใช่เหรอ ยังจะทำต่ออีกเหรอ?"

เนส คำถามนี้เป็นคำถามที่ฉันเองก็เคยถามตัวเองมาก่อนนะ

และคำตอบมันก็ไม่เปลี่ยนตั้งแต่วันนั้นด้วย

 

"ต่ออีกไม่นานหรอก เดี๋ยวเราก็จบแล้ว."

 

"แบ๊วจริงเพื่อนกู :) " "เออ...ไปรอที่ค็อฟฟี่ช็อปน่ะ เดี๋ยวตามไป"

 

หลังจากเดินแยกจากวาเนสมาฉันก็เปิดเป้เอาดอกไม้เล็กๆที่ผูกริบบิ้นสีน้ำเงินเอาไว้ เดินตรวจดูสภาพของมันไปจนถึงล็อกเกอร์หมายเลข 19 ที่มันอยู่สูงขนาดเจ้าของของมันสามารถเปิดปิดได้สบาย ไม่เหมือนฉันที่ต้องเขย่งปลายเท้าเอื้อมเปิดมันทุกอาทิตย์แบบนี้ กรรมจริงๆ

 

"แอ๊ดดดดด.." ประตูเหล็กของล็อกเกอร์ถูกปลายนิ้วของฉันสะกิดเบาๆ ให้เปิดออก ฉันชะเง้อมองข้างในก็พบว่าดอกคามิลเลียสีขาวสดเมื่อก่อนปิดเทอมครั้งล่าสุดนั้นได้แห้งกรอบไปแล้ว ฉันเลยเก็บมันออกไปทิ้งให้ โดยไม่ลืมดึงริบบิ้นน้อยๆออกจากก้านสีน้ำตาลแข็งกรอบของมันแล้วผูกรวมกับริบบิ้นอีกหลายสิบเส้นในนั้น แล้วรีบวางดอกคามิลเลียสีขาวดอกใหม่ในมือลงไปแทนที่

 

จากนั้นก็ปิดประตูล็อกเกอร์ แล้วเดินออกมาโดยที่มั่นใจว่าไม่มีใครเห็นแน่ๆ เพราะล็อกเกอร์ห้องนี้มันไม่ได้ถูกใช้ตั้งแต่รุ่นเจ้าของมันจบไป ตอนนี้เราทุกคนใช้ล็อกเกอร์ใหม่ที่อีกฟากของตึกน่ะ

 

ฉันจะคอยให้ดอกคามิลเลียสีขาวทุกอาทิตย์ไปทำไม?

ถึงคนที่อยากจะให้มันอาจจะไม่ได้รับรู้เลยก็ตาม

คามิลเลียขาว หมายถึงความน่ารัก ความดี แบบว่า คุณนี่ดีจังเลยนะ นั่นก็ความหมายนึง

และดอกคามิลเลียมันก็พ้องกับชื่อต้นของฉันด้วย นั่นคือคามิลล่า

 

และเหตุผลที่ให้ ก็เพราะฉันแอบประทับใจอะไรบางอย่างในตัวผู้ชายเลข 19 คนนี้แบบเงียบๆ ไง

ถึงต่อหน้าเขามันจะไม่มีอะไรก็ตาม ฉันเปิดกระเป๋าเงินและคีบกระดาษโน๊ตแผ่นเล็กๆ ที่พับเอาไว้ออกมาดู กาลเวลาทำให้รอยดินสอที่เขียนบนกระดาษนั่นจางมากจนอ่านไม่ได้ แต่ไม่ได้ทำให้ลายเซ็นที่เขียนกับปากกาหมึกซึมจางลงไปเลย

 

- B.C -

 

 

 

"บี๊พพพพพพพพ~" ไอโฟนสีเขียวของฉันดังประท้วงจากในซอกเป้ ฉันเลยควานหาและกดรับ

 

"อีนางเอกกกกกก กาแฟมึงเย็นจะเป็นน้ำแข็งอยู่แล้ว จะมัวรำพึงรำพันอีกนานไม๊วะ!" เสียงวาเนสซ่าพูดออกมาอย่างรำคาญ เชอะ.! มึงไม่มีความรัก ไม่เข้าใจ๊!!!

 

"จะเดินถึงแล้วมึงจะโทรทำไมเนี่ย~~ " ฉันพูดแล้วผลักประตูบานแก้วเข้าไปในค็อฟฟี่ช็อป.

tbc'

Comment

Comment:

Tweet